การควบคุมอุณหภูมิในขั้นตอนก่อนจะทำการผสมน้ำยา อาจจะทำได้หลายวิธีเช่น... แช่น้ำที่จะใช้ผสมน้ำยาไว้ในตู้เย็น หรือเก็บน้ำยาซึ่งผสมไว้แล้วไว้ในตู้เย็น หากตู้เย็นเย็นเกินไปให้นำออกมาแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้น้ำ หรือน้ำยาปรับสู่อุณหภูมิที่ต้องการ หรือใช้วิธีนำน้ำแข็งมาช่วยปรับอุณหภูมิของน้ำที่จะใช้ผสมน้ำยา ควรเป็นน้ำกลั่นบริสุทธิ์ น้ำแข็งก็ควรจะทำจากน้ำกลั่นด้วยเช่นเดียวกัน... น้ำก๊อกจะมีสิ่งแปลปลอมติดมาด้วยเสมอ ซึ่งไม่ค่อยจะปลอดภัยกับฟิล์มเท่าไรนัก นอกเสียจากจะมเครื่องกรองน้ำกรองสิ่งแปลกปลอมออกไปเสียก่อน อุณหภูมิตามปกติที่มาจากน้ำก๊อกจะอยู่ในราว 20 องศา C +/- นิดหน่อย (อยากจะให้แยกตู้เย็นเฉพาะครับเพื่อความปลอดภัย... โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีเด็ก... เคยเห็นคนหยิบมาเพื่อจะใช้ดื่มแล้วครับ โชคดีที่มีผู้เห็นและหยุดได้ทัน)
การเตรียมน้ำยาก็ไม่ยากเย็นอะไร นัก... อยากให้ใช้น้ำยาสำเร็จรูปประเภทน้ำไปก่อน เพราะเราคงจะไม่ทำกันบ่อยเท่าไรนัก หากจะผสมจากผงเคมี ก็จะต้องผสมทั้งถุง น้ำยาประเภทน้ำสามารถใช้ผสมในจำนวนที่ต้องการใช้ และเก็บส่วนที่ยังไม่ได้รับการผสมไว้ใช้ได้นานกว่าประเภทเป็นผงเคมี ซึ่งเมื่อทำการผสมแล้วต้องใช้กันให้หมดภายในเวลาที่จำกัด เพราะอากาศที่เข้าไปอยู่ในภาชนะที่เก็บน้ำยาที่ผสมแล้ว จะเป็นตัวที่ช่วยทำให้น้ำยาเสื่อมสภาพได้เร็ว...
ผสมน้ำยาล้างฟิล์ม film developer พอใช้ในอัตราส่วนที่บอกไว้ข้างขวดเมื่อใช้แล้วจะทิ้ง หรือจะเก็บเอาไว้ใช้ในครั้งต่อไปก็ได้... แต่อยากแนะนำให้ผสมใช้สำหรับใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพราะการเก็บเอาไว้ใช้ล้างในครั้งต่อไป จะต้องเพิ่มเวลาให้กับการล้างตามสัดส่วนของพลังที่มันเสียไปด้วย เนื่องจากน้ำยาได้รับการใช้งานมาแล้วจะเสื่อมสภาพลงไปบ้าง และโอกาสที่จะใช้ล้างในครั้งต่อไป จะเป็นเมื่อไรก็ยังไม่รู้ น้ำยาอาจจะหมดสภาพไปเสียก่อนก็เป็นไปได้... ตัวต่อไปคือ stop bath ตัวนี้เราคงไม่เก็บเอาไว้ เพราะปริมาณที่ใช้ในการผสม ก็เพียงแค่นิดเดียวเอง ขวดหนึ่งก็คงจะใช้ได้เป็นปี ส่วน fixer นั้นน่าจะเก็บไว้ใช้สำหรับครั้งต่อๆ ไปได้ โดยไม่มีปัญหา ซึ่งจะทำด้วยการเพิ่มเวลาในการแช่ฟิล์ม ให้นานกว่าที่กำหนดไว้ได้ถึง 50% โดยไม่มีผลร้ายต่อฟิล์ม... hypo-clearing agent เป็นตัวต่อไป ตามด้วย photo-flo ซึ่งเมื่อใช้แล้วก็ทิ้งเช่นกัน การเตรียมน้ำยาเราจะต้องรู้ เสียก่อนว่ากระบอกที่เราจะใช้ล้างฟิล์มนั้น มีปริมาณความจุเท่าไร เราจึงสามารถที่จะตวงน้ำยาได้ถูกต้อง เช่น

กระบอกพลาสคิค และกระบอก stainless steel ตามขนาดที่ได้แนะนำไว้ จะจุได้ในปริมาณที่เกือบจะเท่าๆ กันคือที่ 500 ซีซี (หรือ ml) กระบอก stainless steel เมื่อใส่ฟิล์มลงไปแล้ว ก็จะล้นนิดหน่อย ส่วนกระบอกพลาสคิคจะขาดไปนิดนึง แต่เมื่อใส่ฟิล์มลงไปแล้วก็จะพอดี ทีนี้ปริมาณของน้ำยาที่จะต้องใช้ในการล้าง ที่บอกว่าจะต้องผสมน้ำยา กี่ส่วนต่อน้ำกี่ส่วนนั้น... ส่วนผสมของทุกน้ำยา จะบอกอยู่บนฉลากที่ขวดน้ำยาทุกประเภทอยู่แล้วครับ ไม่ต้องไปค้นหาจากเอกสารใดๆ จำนวนโถ หรือภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ น่าจะมีด้วยกัน 5 ชิ้นด้วยกัน คือ developer, stop bath, fixer, hypo-clearing agent และ photo-flo ตามที่ได้แนะนำไว้ หรือบางท่านอยากจะตัดสองตัวหลังออกไป ให้เหลือแค่ 3 ตัวแรกก็ไม่ว่ากัน แต่อยากแนะนำให้ใช้ให้ครบ ให้ติดเป็นนิสัยครับ... มันจะดีสำหรับการทำงานในโอกาสต่อๆ ไปครับ... ทุกโถที่ใช้ควรจะใช้ปากกากันน้ำเขียนบอกไว้ให้ชัดเจน ว่าโถใดใช้ใส่อะไร... มันจะช่วยลดความเสี่ยงในการหยิบใช้งานในครั้งต่อๆ ไปได้มาก มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะสร้างปัญหาในเรื่องความผิดพลาด ของการใช้น้ำยาผิดขั้นตอน... ภาพก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วจะตีโพยตีพายโทษตัวเองว่า ถ่ายภาพไม่เอาไหนไปอีก หรืออาจจะใช้โถปะปนกันได้ในภายหลัง และหากล้างโถไม่สะอาดพอ ก็จะทำให้น้ำยาลดสมรรถภาพไปได้... ในกรณีที่ต้องการเก็บ fixer ไว้ใช้ในครั้งต่อไป ควรจะเขียนข้างขวด หรือภาชนะที่เก็บไว้ด้วยว่าเป็น fixer ของฟิล์ม ลงวันที่เก็บ และจำนวนครั้งที่ใช้ด้วยก็จะดีครับ
ใน การล้างฟิล์มในครั้งนี้ ผมเลือกเอาผลิตภัณฑ์ของ Kodak T-MAX มาเป็นตัวอย่าง ก็เพราะว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับชื่อมาก่อนแล้ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่หาใช้ได้ง่าย ทำงานง่าย และก็ให้ผลดีเป็นที่พอใจ เมื่อใช้คู่กันระหว่างฟิล์มกับน้ำยาจากค่ายเดียวกัน...

ในโถแรก เราจะนำมาใช้ใส่ film developer ที่ ชื่อ T-MAX (น้ำยาสร้างภาพของฟิล์ม) เพราะเป็นน้ำยาที่หาซื้อได้ง่าย และง่ายต่อการใช้ ที่ฉลากข้างๆ ขวดบอกว่าให้ล้างที่ 1:4 หมายถึงว่าน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วน กระบอกเราใส่ได้ 500 ซีซี เราก็จะใช้น้ำยา 100 ซีซี และ น้ำใช้ 400 ซีซี รวมแล้วเป็น 500 ซีซี พอดี
ในโถที่สอง ให้เหยาะน้ำยา stop bath (น้ำยาหยุดการสร้างภาพ) ลงไปซัก 2-3 หยด กะว่าเมื่อเติมน้ำที่ 500 ซีซี แล้วจะออกสีเหลืองอ่อนๆ
โถ ที่สาม สำหรับ fixer (น้ำยาคงสภาพ) ปริมาณที่จะใช้คือ 1:3 หรือ น้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 3 ส่วน... ในปริมาณของ 500 ซีซี ก็จะใช้น้ำยาที่ 125 ซีซี และน้ำที่ 375 ซีซี รวมแล้วเป็น 500 ซีซี พอดี
โถที่สี่ สำหรับ hypo-clearing agent (น้ำยาช่วยล้าง)ปริมาณที่จะใช้คือ 1:4 หรือน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วน...ในปริมาณ 500 ซีซี ก็จะใช้น้ำยาที่ 100 ซีซี และน้ำ 400 ซีซี รวมแล้วก็เป็น 500 ซีซี
ในโถที่ห้า ให้เหยาะน้ำยา photo-flo (น้ำยาเคลือบผิว) ลงไปซัก 4-5 หยดเติมน้ำให้ได้ 500 ซีซี พอให้ออกฟองนิดๆ ก็เป็นใช้ได้ เนื่องจากน้ำยาตัวนี้ไม่เสื่อมสภาพได้ง่ายๆ อาจจะผสมทิ้งที่ 1:200 ก็ได้ แล้วนำมาใช้ตามปริมาณ ซีซี ที่ต้องการ
ใน ขั้นตอนเริ่มต้น ให้ใส่น้ำ และน้ำแข็งลงไปในถาดก้นลึก ที่เราเตรียมไว้ก่อนแล้ว ปรับรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ 20 องศา C (หรือตามที่เราต้องการ...) ใช้ปรอทตรวจวัดอุณหภูมิ หากใช้ปรอทแก้วราคาถูกๆ ระวังจะแตกหักง่ายหากจะใช้คนน้ำยา.. หากจะมีการเก็บน้ำยาไว้ใช้ต่อ ก็ให้จัดเตรียมภาชนะที่จะใส่เก็บไว้ให้พร้อม เขียนกำกับข้างขวดให้ชัดเจน อย่าลืมกรวยนะครับ สำหรับใช้กรอกน้ำยาใส่ขวดเก็บ... ล้างทุกครั้งก่อนที่จะใช้กับน้ำยาตัวต่อไป... ช่วยแยกออกจากการนำไปใช้ในครัวด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัย

อนที่จะนำฟิล์มเข้าไปสู่ความมืด หากไม่มีหางฟิล์มเหลืออยู่ในตอน rewind ให้ใช้ที่ดึงฟิล์ม ดึงหางฟิล์มออกมาจากกลัก แล้วตัดปลายมนขอบ เพื่อไม่ให้ขอบฟิล์มไปชนกับขอบล้อในการโหลด (ล้อพลาสติค) ซึ่งจะทำให้การโหลดไม่เป็นไปอย่างราบรื่น... ต่อไปให้เตรียมถุงมืด... เปิดซิปใส่ฟิล์มที่จะใช้ล้าง ใส่ล้อฟิล์ม แกนใส่ล้อ กรรไกร กระบอกล้างฟิล์ม ฝาปิด และจุกปิดด้านบน เข้าไปภายใน-ชั้นในสุด ปิดซิปทั้งสองชั้น แล้วสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปในแขนของถุง... ใครใส่นาฬิกา digital หรือนาฬิกาที่มีพรายน้ำแล้วละก็ กรุณาถอดออกก่อนทำงานในถุงมืดครับ ฟิล์มมันอาจจะ fog ได้...