Author Topic: การล้างฟิล์มขั้นที่ 2  (Read 632 times)

OmAPanDaY

  • Administrator
  • Junior
  • *****
  • Posts: 74
  • ความขยัน +0/-100
  • Chelsea Team
  • Location: BangKok
    • View Profile
การล้างฟิล์มขั้นที่ 2
« on: February 01, 2011, 01:17:25 pm »
เขียนยนโดย อ.ศรศักดิ์  Wednesday, 12 July 2006

ถึงเวลาล้างฟิล์มกันแล้วครับ....



มา ตามสัญญาครับ... หวังว่าคงจะหาซื้อข้าวของตามที่ได้แนะนำเอาไว้ใน  ได้ครบกันแล้วนะครับ ถ้าครบแล้วก็เร่เข้ามา... ถ้ายังไม่ครบแต่จะตามเข้ามาก็ไม่ว่ากัน
คราวนี้เราจะมาล้างฟิล์มกันละ... ยังยืนยันอยู่อย่างเดิมว่าควรใช้ถุงมืดในการบรรจุฟิล์มเข้า reel และยังไม่ต้องมีห้องมืดแน่ นอนในครั้งนี้ แต่ถ้าใครมีแล้ว หรือกำลังทำห้องมืดอยู่ ก็นับว่าได้กำไรเพื่อนๆ ไปหน่อยนึงแล้ว... ถ้ามีโอกาสกันเมื่อไหร่ ทางชมรมฯ จะจัดกิจกรรมให้สมาชิกได้อัดภาพกันละ ถ้าใครยังไม่มี หรือหาที่ทำเป็นห้องมืดไม่ได้แล้วละก็คงจะทำไม่ได้แน่นอน แต่ไม่ต้องวิตกครับ... ถ้ายังไม่อยากจะมีห้องมืด หรือยังมีไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามก็สามารถที่จะอัด-ขยายภาพได้เช่นกัน แต่จะต้องไปใช้ห้องมืดของคนอื่นเค้าก่อน ไม่ว่าจะเป็นของที่สถาบันที่เรียนอยู่ บริษัท หรือที่ทำงาน ที่มีชมรมถ่ายภาพ ที่มีห้องมืดให้ใช้ หรือว่าห้องมืดของเพื่อนๆ หรือว่าไปเช่าเอาท้ายสุด..... ไปจ้างเขาทำก็ได้ซึ่งก็ไม่ผิดกติกาครับ

หลาย คนที่ผมรู้จักที่ทำงานขาวดำอยู่ ก็ใช้บริการของคนอื่นเค้ากันอยู่แล้วครับ และก็มีอีกหลายๆ คนทีเดียว ที่ไม่มี ความรู้ในเรื่องการล้างฟิล์ม หรืออัด-ขยายภาพหรือแม้แต่น้อย ขนาดไม่เคยเห็น หรือเคยเข้าห้องมืดเลยก็มี.... แต่จุดประสงค์หลักของเราคือ ต้องการให้สมาชิกทุกท่าน ได้รู้ถึงวิธีการ และขั้นตอนในการทำงานในห้องมืด ตั้งแต่การบรรจุฟิล์มเพื่อทำการล้าง ไปจนถึงการอัด-ขยายภาพออกมา และทำการใส่กรอบในที่สุด... ไม่ว่าสุดท้ายแล้ว ใครที่พอมีสถานที่ และเวลาพอที่จะให้กับงานนี้ แล้วทำเอง หรือว่าจะต้องใช้บริการของผู้อื่นก็ตาม ก็ขอให้สนุก และเพลิดเพลินในสิ่งที่คุณ ๆ กำลังสนใจทำอยู่ครับ

ก่อนที่จะไปไกล กว่านี้.... จากที่ได้เขียนให้อ่านกันมาแล้ว และก็ยังจะมีตามต่อไปอีกเรื่อยๆ จึงอยากขอทำความเข้าใจกันเสียหน่อยตรงนี้ว่า ผมไม่ได้มีเจตนามาสอน หรือแนะนำให้ทำตามไปซะทุกอย่าง หากแต่ว่า เป็นการมาแนะนำถึงขั้นตอนในการทำงานในห้องมืด ซึ่งเป็นวิธีที่ผมได้ปฎิบัติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาช้านานมาแล้ว และก็ไม่ใช่วิธีเดียว หรือวิธีปฎิบัติที่ดี หรือถูกต้องตามตำรานัก สำหรับหลายๆ ท่านที่ได้ผ่านการเรียน หรือได้รับการอบรมฝึกปรือมาจากสำนักอื่นๆ กันก่อนแล้ว... เพียงแค่ต้องการมาแนะแนวทางขั้นต้นให้ และให้แต่ละคนค้นหาเลือกหาทางปฎิบัติของตนเอาเอง

จากข้อมูลที่ได้ให้ มา... มีภาษาฝรั่งเค้าเปรียบเปรยเอาไว้ว่า...  There are more than one way to skin a cat.  หมายถึงว่า... ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ มันมีทางให้เลือกเสมอ เอาละครับ หวังว่าทุกท่านที่กำลังเตรียมตัวจะทำการล้างฟิล์มกันวันนี้ คงจะมีฟิล์มที่ได้ถ่ายมาจากกิจกรรม ที่ไปกับชมรมฯ หรือ ออกไปถ่ายกันเองมาแล้ว คนละม้วน หรือสองม้วนเพื่อที่จะใช้ในการล้างในคราวนี้กันแล้วนะครับ (ทราบว่าหลายๆ ท่านมีมากกว่านั้น) หากยังไม่มีละก็ ยังพอมีเวลาที่จะไปถ่ายครับใช้ ฟิล์ม T-MAX ISO100 หรือ 400 ก็แล้วกันครับ ง่ายดี... ผู้ที่ใหม่ต่อการถ่ายภาพขาว-ดำ กรุณาดูด้วยว่าฟิล์มที่ซื้อมา เป็นฟิล์มประเภท CN หรือเปล่า เพราะบางทีผู้ขายก็หยิบมาให้แบบไม่รู้เรื่องได้เหมือนกัน ถ้าใช่ก็จะต้องส่งไปให้ lab ล้างด้วยน้ำยา C41 แบบเดียวกันกับฟิล์มสีครับ ล้างด้วยน้ำยาล้างฟิล์ มขาวดำไม่ได้เพราะจริงๆ แล้ว มันคือฟิล์มสีนั่นเอง... แฝงมาในรูปของขาวดำ

ก่อนที่เราจะทำการโหลด (บรรจุ) ฟิล์มเพื่อทำการล้าง เราจะต้องมาเตรียมพร้อมในเรื่องของน้ำยาต่างๆ กันซะก่อน จะได้สามารถทำงานต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เสียเวลา และขาดขั้นตอน หากได้ทำการเตรียมหาสิ่งของไว้แล้ว อย่างที่ได้แนะนำไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ก็น่าจะมีของครบกันแล้วนะครับ เตรียมโถ หรือภาชนะให้พร้อมที่จะใส่น้ำยาทุกชนิด ที่จะใช้จะได้ไม่ขลุกขลัก ในขั้นตอนถัดๆไป... เมื่อเตรียมพร้อมดีแล้ว ก็จัดใส่ไว้ในถาดก้นลึกที่จะใส่น้ำ และน้ำแข็งปรับรักษาอุณหภูมิให้อยู่คงที่ ที่ 20 องศา C (หรือ 22 องศา หรือ 24 องศา แล้วแต่คุณจะเลือกอุณหภูมิที่ต้องการใช้... แนะนำให้ใช้อุณหภูมิมาตรฐานครับ 20 องศา C... ปรับให้อุณหภูมิคงที่ตลอดเวลา โดยการใช้น้ำแข็งช่วยในการลดอุณหภูมิ และน้ำร้อนช่วยในการเพิ่มอุณหภูมิ)



Share on Bluesky Share on Facebook


OmAPanDaY

  • Administrator
  • Junior
  • *****
  • Posts: 74
  • ความขยัน +0/-100
  • Chelsea Team
  • Location: BangKok
    • View Profile
การควบคุมอุณหภูมิในขั้นตอนก่อนจะทำการผสมน้ำยา อาจจะทำได้หลายวิธีเช่น... แช่น้ำที่จะใช้ผสมน้ำยาไว้ในตู้เย็น หรือเก็บน้ำยาซึ่งผสมไว้แล้วไว้ในตู้เย็น หากตู้เย็นเย็นเกินไปให้นำออกมาแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้น้ำ หรือน้ำยาปรับสู่อุณหภูมิที่ต้องการ หรือใช้วิธีนำน้ำแข็งมาช่วยปรับอุณหภูมิของน้ำที่จะใช้ผสมน้ำยา ควรเป็นน้ำกลั่นบริสุทธิ์ น้ำแข็งก็ควรจะทำจากน้ำกลั่นด้วยเช่นเดียวกัน... น้ำก๊อกจะมีสิ่งแปลปลอมติดมาด้วยเสมอ ซึ่งไม่ค่อยจะปลอดภัยกับฟิล์มเท่าไรนัก นอกเสียจากจะมเครื่องกรองน้ำกรองสิ่งแปลกปลอมออกไปเสียก่อน อุณหภูมิตามปกติที่มาจากน้ำก๊อกจะอยู่ในราว 20 องศา C +/- นิดหน่อย (อยากจะให้แยกตู้เย็นเฉพาะครับเพื่อความปลอดภัย... โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีเด็ก... เคยเห็นคนหยิบมาเพื่อจะใช้ดื่มแล้วครับ โชคดีที่มีผู้เห็นและหยุดได้ทัน)

การเตรียมน้ำยาก็ไม่ยากเย็นอะไร นัก... อยากให้ใช้น้ำยาสำเร็จรูปประเภทน้ำไปก่อน เพราะเราคงจะไม่ทำกันบ่อยเท่าไรนัก หากจะผสมจากผงเคมี ก็จะต้องผสมทั้งถุง น้ำยาประเภทน้ำสามารถใช้ผสมในจำนวนที่ต้องการใช้ และเก็บส่วนที่ยังไม่ได้รับการผสมไว้ใช้ได้นานกว่าประเภทเป็นผงเคมี ซึ่งเมื่อทำการผสมแล้วต้องใช้กันให้หมดภายในเวลาที่จำกัด เพราะอากาศที่เข้าไปอยู่ในภาชนะที่เก็บน้ำยาที่ผสมแล้ว จะเป็นตัวที่ช่วยทำให้น้ำยาเสื่อมสภาพได้เร็ว...

ผสมน้ำยาล้างฟิล์ม film developer พอใช้ในอัตราส่วนที่บอกไว้ข้างขวดเมื่อใช้แล้วจะทิ้ง หรือจะเก็บเอาไว้ใช้ในครั้งต่อไปก็ได้... แต่อยากแนะนำให้ผสมใช้สำหรับใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพราะการเก็บเอาไว้ใช้ล้างในครั้งต่อไป จะต้องเพิ่มเวลาให้กับการล้างตามสัดส่วนของพลังที่มันเสียไปด้วย เนื่องจากน้ำยาได้รับการใช้งานมาแล้วจะเสื่อมสภาพลงไปบ้าง และโอกาสที่จะใช้ล้างในครั้งต่อไป จะเป็นเมื่อไรก็ยังไม่รู้ น้ำยาอาจจะหมดสภาพไปเสียก่อนก็เป็นไปได้... ตัวต่อไปคือ stop bath ตัวนี้เราคงไม่เก็บเอาไว้ เพราะปริมาณที่ใช้ในการผสม ก็เพียงแค่นิดเดียวเอง ขวดหนึ่งก็คงจะใช้ได้เป็นปี ส่วน fixer นั้นน่าจะเก็บไว้ใช้สำหรับครั้งต่อๆ ไปได้ โดยไม่มีปัญหา ซึ่งจะทำด้วยการเพิ่มเวลาในการแช่ฟิล์ม ให้นานกว่าที่กำหนดไว้ได้ถึง 50% โดยไม่มีผลร้ายต่อฟิล์ม... hypo-clearing agent เป็นตัวต่อไป ตามด้วย photo-flo ซึ่งเมื่อใช้แล้วก็ทิ้งเช่นกัน การเตรียมน้ำยาเราจะต้องรู้ เสียก่อนว่ากระบอกที่เราจะใช้ล้างฟิล์มนั้น มีปริมาณความจุเท่าไร เราจึงสามารถที่จะตวงน้ำยาได้ถูกต้อง เช่น



กระบอกพลาสคิค และกระบอก stainless steel ตามขนาดที่ได้แนะนำไว้ จะจุได้ในปริมาณที่เกือบจะเท่าๆ กันคือที่ 500 ซีซี (หรือ ml) กระบอก stainless steel เมื่อใส่ฟิล์มลงไปแล้ว ก็จะล้นนิดหน่อย ส่วนกระบอกพลาสคิคจะขาดไปนิดนึง แต่เมื่อใส่ฟิล์มลงไปแล้วก็จะพอดี ทีนี้ปริมาณของน้ำยาที่จะต้องใช้ในการล้าง ที่บอกว่าจะต้องผสมน้ำยา กี่ส่วนต่อน้ำกี่ส่วนนั้น... ส่วนผสมของทุกน้ำยา จะบอกอยู่บนฉลากที่ขวดน้ำยาทุกประเภทอยู่แล้วครับ ไม่ต้องไปค้นหาจากเอกสารใดๆ จำนวนโถ หรือภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้ น่าจะมีด้วยกัน 5 ชิ้นด้วยกัน คือ developer, stop bath, fixer, hypo-clearing agent และ photo-flo ตามที่ได้แนะนำไว้ หรือบางท่านอยากจะตัดสองตัวหลังออกไป ให้เหลือแค่ 3 ตัวแรกก็ไม่ว่ากัน แต่อยากแนะนำให้ใช้ให้ครบ ให้ติดเป็นนิสัยครับ... มันจะดีสำหรับการทำงานในโอกาสต่อๆ ไปครับ... ทุกโถที่ใช้ควรจะใช้ปากกากันน้ำเขียนบอกไว้ให้ชัดเจน ว่าโถใดใช้ใส่อะไร... มันจะช่วยลดความเสี่ยงในการหยิบใช้งานในครั้งต่อๆ ไปได้มาก มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะสร้างปัญหาในเรื่องความผิดพลาด ของการใช้น้ำยาผิดขั้นตอน... ภาพก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วจะตีโพยตีพายโทษตัวเองว่า ถ่ายภาพไม่เอาไหนไปอีก หรืออาจจะใช้โถปะปนกันได้ในภายหลัง และหากล้างโถไม่สะอาดพอ ก็จะทำให้น้ำยาลดสมรรถภาพไปได้... ในกรณีที่ต้องการเก็บ fixer ไว้ใช้ในครั้งต่อไป ควรจะเขียนข้างขวด หรือภาชนะที่เก็บไว้ด้วยว่าเป็น fixer ของฟิล์ม ลงวันที่เก็บ และจำนวนครั้งที่ใช้ด้วยก็จะดีครับ

ใน การล้างฟิล์มในครั้งนี้ ผมเลือกเอาผลิตภัณฑ์ของ Kodak T-MAX มาเป็นตัวอย่าง ก็เพราะว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับชื่อมาก่อนแล้ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่หาใช้ได้ง่าย ทำงานง่าย และก็ให้ผลดีเป็นที่พอใจ เมื่อใช้คู่กันระหว่างฟิล์มกับน้ำยาจากค่ายเดียวกัน...



ในโถแรก เราจะนำมาใช้ใส่ film developer ที่ ชื่อ T-MAX (น้ำยาสร้างภาพของฟิล์ม) เพราะเป็นน้ำยาที่หาซื้อได้ง่าย และง่ายต่อการใช้ ที่ฉลากข้างๆ ขวดบอกว่าให้ล้างที่ 1:4 หมายถึงว่าน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วน กระบอกเราใส่ได้ 500 ซีซี เราก็จะใช้น้ำยา 100 ซีซี และ น้ำใช้ 400 ซีซี รวมแล้วเป็น 500 ซีซี พอดี

ในโถที่สอง ให้เหยาะน้ำยา stop bath (น้ำยาหยุดการสร้างภาพ) ลงไปซัก 2-3 หยด กะว่าเมื่อเติมน้ำที่ 500 ซีซี แล้วจะออกสีเหลืองอ่อนๆ

โถ ที่สาม สำหรับ fixer (น้ำยาคงสภาพ) ปริมาณที่จะใช้คือ 1:3 หรือ น้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 3 ส่วน... ในปริมาณของ 500 ซีซี ก็จะใช้น้ำยาที่ 125 ซีซี และน้ำที่ 375 ซีซี รวมแล้วเป็น 500 ซีซี พอดี

โถที่สี่ สำหรับ hypo-clearing agent (น้ำยาช่วยล้าง)ปริมาณที่จะใช้คือ 1:4 หรือน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วน...ในปริมาณ 500 ซีซี ก็จะใช้น้ำยาที่ 100 ซีซี และน้ำ 400 ซีซี รวมแล้วก็เป็น 500 ซีซี

ในโถที่ห้า ให้เหยาะน้ำยา photo-flo (น้ำยาเคลือบผิว) ลงไปซัก 4-5 หยดเติมน้ำให้ได้ 500 ซีซี พอให้ออกฟองนิดๆ ก็เป็นใช้ได้ เนื่องจากน้ำยาตัวนี้ไม่เสื่อมสภาพได้ง่ายๆ อาจจะผสมทิ้งที่ 1:200 ก็ได้ แล้วนำมาใช้ตามปริมาณ ซีซี ที่ต้องการ

ใน ขั้นตอนเริ่มต้น ให้ใส่น้ำ และน้ำแข็งลงไปในถาดก้นลึก ที่เราเตรียมไว้ก่อนแล้ว ปรับรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ 20 องศา C (หรือตามที่เราต้องการ...) ใช้ปรอทตรวจวัดอุณหภูมิ หากใช้ปรอทแก้วราคาถูกๆ ระวังจะแตกหักง่ายหากจะใช้คนน้ำยา.. หากจะมีการเก็บน้ำยาไว้ใช้ต่อ ก็ให้จัดเตรียมภาชนะที่จะใส่เก็บไว้ให้พร้อม เขียนกำกับข้างขวดให้ชัดเจน อย่าลืมกรวยนะครับ สำหรับใช้กรอกน้ำยาใส่ขวดเก็บ... ล้างทุกครั้งก่อนที่จะใช้กับน้ำยาตัวต่อไป... ช่วยแยกออกจากการนำไปใช้ในครัวด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัย



อนที่จะนำฟิล์มเข้าไปสู่ความมืด หากไม่มีหางฟิล์มเหลืออยู่ในตอน rewind ให้ใช้ที่ดึงฟิล์ม ดึงหางฟิล์มออกมาจากกลัก แล้วตัดปลายมนขอบ เพื่อไม่ให้ขอบฟิล์มไปชนกับขอบล้อในการโหลด (ล้อพลาสติค) ซึ่งจะทำให้การโหลดไม่เป็นไปอย่างราบรื่น... ต่อไปให้เตรียมถุงมืด... เปิดซิปใส่ฟิล์มที่จะใช้ล้าง ใส่ล้อฟิล์ม แกนใส่ล้อ กรรไกร กระบอกล้างฟิล์ม ฝาปิด และจุกปิดด้านบน เข้าไปภายใน-ชั้นในสุด ปิดซิปทั้งสองชั้น แล้วสอดแขนทั้งสองข้างเข้าไปในแขนของถุง... ใครใส่นาฬิกา digital หรือนาฬิกาที่มีพรายน้ำแล้วละก็ กรุณาถอดออกก่อนทำงานในถุงมืดครับ ฟิล์มมันอาจจะ fog ได้...

OmAPanDaY

  • Administrator
  • Junior
  • *****
  • Posts: 74
  • ความขยัน +0/-100
  • Chelsea Team
  • Location: BangKok
    • View Profile


จากนั้นก็เริ่มโหลดฟิล์มเข้าล้อ โดยการดันฟิล์มเข้าไปในล้อ หรือด้วยการขยับล้อให้หมุน เมื่อสุดม้วนแล้ว ให้ใช้กรรไกรตัดเทปที่ติดอยู่กับแกนออก หมุนล้อ หรือดันให้หางฟิล์มเข้าไปในล้อให้สุด... เสียบล้อที่โหลดเสร็จเข้ากับแกน (สำหรับล้อพลาสติค) หากมีม้วนที่สอง ก็ให้ทำตามขั้นตอนเดิม เมื่อเสร็จ ปิดฝากระบอกให้สนิท นำมือออกมาจากถุง เปิดซิปนำกระบอกฟิล์มออกมา.. พร้อมที่จะทำการล้างต่อไป...


OmAPanDaY

  • Administrator
  • Junior
  • *****
  • Posts: 74
  • ความขยัน +0/-100
  • Chelsea Team
  • Location: BangKok
    • View Profile
ขั้นตอนในการเสียบฟิล์มเข้ากับล้อตอนเริ่มต้นนั้น สามารถทำก่อนที่จะนำเข้าถุงได้ครับ... ที่บอกให้เตรียมที่เปิดขวดเอาไว้ด้วย ก็เพราะบางท่านอาจจะอยากถอดฟิล์มออกจากกลักให้หมดในการโหลด ตามที่หลายท่านอาจจะได้เคยได้ยิน ได้ทราบมาก็จะได้ทำได้ไงล่ะครับ... โดยส่วนตัวแล้วผมจะไม่ทำวิธีนี้ด้วยสาเหตุหลายประการเช่นเมื่อส่วนของฟิล์ม ที่ห้อยอยู่ไม่มีน้ำหนัก ฟิล์มก็จะม้วนพันกัน ซึ่งจะทำให้การโหลดเป็นไปด้วยความลำบาก และอาจจะเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ อันจะทำให้ฟิล์มเป็นรอยได้เป็นต้น... แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า วิธีที่ผมทำดีกว่า หรือถูกต้องนะครับ... เพียงแต่ถนัดกว่าเท่านั้นเอง ท่านผู้อ่านควรลองทำดูทั้งสองวิธีนะครับ จะได้ทราบว่าถนัดหรือชอบวิธีใดมากกว่ากัน พักเหนื่อยกันก่อนก็ได้ครับผมเองก็เมื่อยนิ้วในการจิ้มแป้นพิมพ์จะแย่อยู่ แล้วเหมือนกัน...



เอาละครับพักกันพอแล้วมาทำงานกันต่อดีกว่า...
หานาฬิกาสำหรับใช้จับเวลา ได้กันหรือเปล่า? ถ้ายังไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ ใช้นาฬิกาข้อมือไปก่อนก็ได้... OK...เดี๋ยวครับ... เดี๋ยว... ใจเย็นๆ... มาทำความเข้าใจกับเรื่องของอุณหภูมิของน้ำยา และเวลาที่จะต้องใช้ล้างกันซะก่อน แล้วก็วิธีและขั้นตอนของการเขย่ากระบอกล้างฟิล์มกันซักนิด ก่อนที่จะออกเดินทาง เวลาที่จะเราใช้ในการล้างฟิล์มสำหรับ T-MAX developer ก็จะบอกอยู่บนฉลากข้างขวดแล้วเหมือนกันว่า เมื่อใช้ฟิล์ม ISO ใดใช้อุณหภูมิใด จะใช้เวลาล้างกี่นาที... เช่นเราใช้ฟิล์ม T-MAX ISO100 และถ่ายที่ ISO 100 เราใช้อุณหภูมิที่ 20 C/68 F เราจะต้องใช้เวลาล้างที่ 8 นาที ... เมื่อเราใช้อุณหภูมิที่ 22 C/72 F เราต้องใช้เวลาล้างที่ 7 นาที... และ หากเราใช้อุณหภูมิที่ 24 C/75 F เราก็จะต้องใช้เวลาล้างที่ 6.5 นาทีเป็นต้น... เลือกเอาครับ... ในส่วนของน้ำยาอื่นๆ ก็จะมีเวลาบอกไว้บนฉลากอย่างชัดเจน รับรองไม่มีการหลงทางแน่นอน... หากน้ำยาที่จะใช้เย็นเกินไปให้หาขวด หรือแก้ว หรือถุงร้อนก็ได้ ใส่น้ำร้อนแล้วก็จุ่มลงไปในโถใส่น้ำยา จนได้อุณภูมิที่ต้องการ... ทำทีละน้ำยาครับ ควรจะล้างขวดแก้ว หรือเปลี่ยนถุงเมื่อจะนำไปใช้กับน้ำยาตัวต่อไป... หากอุณหภูมิสูงเกินไปก็ให้ทำวิธีเดิม แต่เปลี่ยนจากน้ำร้อนมาเป็นน้ำเย็น หรือน้ำแข็งแทน

สิ่งที่ต้องเตรียมขั้นต่อไปคือ คีมรีดน้ำออกจากฟิล์ม หรือจะใช้ฟองน้ำที่ละเอียดสำหรับใช้เช็ดฟิล์มก็ได้... ที่หนีบฟิล์มหรือที่หนีบผ้าสำหรับตากฟิล์ม... กระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน สำหรับรองน้ำเวลาเช็ดฟิล์ม และสถานที่ที่จะใช้ในการตากฟิล์ม



เอาละ... ทุกอย่างน่าจะพร้อมแล้ว... สมมุติว่าเราได้เลือกอุณหภูมิของการล้างไว้ที่ 20 C และได้ปรับอุณหภูมิของทุกอย่างไว้ที่ 20 C แล้วก็ศึกษาการเขย่าซักนิด... ในการเขย่าให้เลือกหาวิธีที่ถนัด มาใช้ในการขับเคลื่อนให้น้ำยาทำงานได้อย่างต่อเนื่อง... ไม่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป... และควรจะใช้วิธีการเขย่าแบบเดียวกันจนจบขั้นตอนในการล้างฟิล์ม... สำหรับเวลาในการเขย่า และเวลาพักในช่วงระหว่างการใช้น้ำยาสร้างภาพ ก็จะบอกอยู่บนฉลากข้างขวดอยู่แล้วส่วนการเขย่าในขั้นตอนของน้ำยาอื่นๆ นั้น ก็จะใช้วิธีเดียวกัน... พร้อมแล้ว... ไปได้เลยครับเรา... เราตั้งเวลาล้างไว้ที่ 8 นาทีใช้อุณหภูมิ ที่ 20 C/68 F เปิดจุกของกระบอกล้างออก กดนาฬิกาตั้งเวลา รินน้ำยาสร้างภาพลงไปในร่องของกระบอกล้างฟิล์มจนหมดเหยือก  ปิดจุก ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 15 วินาที ขึ้นอยู่กับประเภทของกระบอก... จับกระบอกกระแทกกับพื้นที่ใช้ทำงานเบาๆ ซักครั้ง หรือ สองครั้ง เพื่อเป็นการไล่ฟองอากาศออกจากฟิล์ม แล้วก็เขย่าตามวิธีที่ชอบ ประมาณ 30 วินาที แล้วหยุดพัก 30 วินาที แล้วก็เขย่าไป 15 วินาทีพัก 30 วินาที... ไปเรื่อยจนครบเวลาล้าง... ให้เทน้ำยาออกจากกระบอกซัก 15 วินาทีก่อนที่จะครบ 8 นาทีเพราะถ้าปล่อยให้ถึง 8 นาทีแล้วรินน้ำยาออก เราก็อาจจะล้างฟิล์มเกินเวลาไป 15 วินาทีครับ



ในช่วงระยะเวลาของการสร้างภาพ เวลาที่ขาดหรือเวลาที่เกิน แม้จะเพียงแค่ 10 หรือ15 วินาที ก็สำคัญมากนะครับ น้ำยาล้างฟิล์มจะเก็บ หรือจะทิ้งก็ทำตามใจชอบ... โดยส่วนตัวแล้วไม่เก็บครับ... สำหรับน้ำยาหยุดการสร้างภาพนั้น เราให้เวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้นเอง เมื่อรินน้ำยาสร้างภาพออกเรียบร้อยแล้ว ก็รินน้ำยาหยุดการสร้างภาพใส่กระบอก เขย่าซัก 15 วินาที แล้วก็เททิ้งน้ำยาต่างๆ รวมทั้งตัวนี้ หากว่าเวลาจะเกินเลยไปบ้าง ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อฟิล์มครับ... ตั้งเวลาใหม่ ประมาณ 10-15 นาที (ผมใช้ 12 นาที) รินน้ำยาคงสภาพใส่กระบอก เขย่าประมาณ 15-20 วินาทีทุกๆ นาที จนครบเวลาที่ตั้งไว้ น้ำยาตัวนี้จะเก็บไว้ใช้ต่อได้ครับ หรือจะทิ้งไปก็ไม่ว่ากัน... ในช่วงนี้ เราสามารถเปิดฝากระบอกให้รับแสงได้แล้วครับ...



ล้างฟิล์มด้วยน้ำก๊อกประมาณ 30 วินาทีรินน้ำออก... ใส่น้ำยา hypo-clearing agent ลงไปในกระบอกจะเขย่า หรือขยับ หรือยกแกนใส่ล้อฟิล์มขึ้นลงก็ทำได้ตามใจชอบ จนครบเวลา ประมาณ 1 นาที แล้วเททิ้ง จากนั้นก็ล้างน้ำโดยปล่อยให้น้ำวิ่งผ่านกระบอกฟิล์มประมาณ 20-30 นาที...ถ้าหากไม่ใช้ hypo-clearing agent ก็จะต้องปล่อยให้น้ำวิ่งผ่านกระบอกฟิล์มประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมง... เมื่อเสร็จแล้วก็ลงด้วยน้ำยาเคลือบผิว 30 วินาที... จะเขย่า หรือขยับ หรือยกแกนใส่ล้อฟิล์มขึ้นลง ก็ทำได้ตามใจชอบอีกเช่นกันจนครบเวลา



นำกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เตรียมไว้ มาปูตรงที่จะยืนรีดน้ำจากฟิล์ม... พร้อมแล้ว... แกะล้อฟิล์มออกจากกัน จับขอบฟิล์มหาปลายด้านหนึ่งด้านใดของฟิล์ม เมื่อพบแล้วให้จับไว้ด้วยนิ้วชี้กับนิ้วโป้งของมือหนึ่ง ยกฟิล์มให้สูงไว้เหนือพื้น ส่วนอีกมือจับคีมรีดน้ำ ที่ได้แช่ในน้ำยาเคลือบผิวให้ยางนุ่มรอไว้แล้ว...



คีมไปคีบให้ชิดสุดด้านบนของฟิล์มที่อีกมือจับอยู่ คีบฟิล์มประมาณกลางๆ คีม บีบคีมเข้าด้วยกันไม่ต้องแน่นมากเดี๋ยวจะเป็นรอยถลอก เพราะเยื่อของฟิล์มยังนุ่มอยู่กะให้พอแตะผิวฟิล์มทั้งสองด้าน แล้วดึงคีมลงมาให้สุดปลายด้านล่าง ด้วยการดึงลงมาครั้งเดียว ไม่ควรสะดุด หรือหยุดกลางทาง พอเสร็จก็นำที่หนีบ (ปรกติจะมาเป็นคู่ชิ้นหนึ่งเบา ชิ้นหนึ่งหนัก) มาหนีบฟิล์มนำชิ้นเบาคีบด้านบนไว้ แล้วใช้ชิ้นที่หนักคีบด้านล่างเพื่อให้มีน้ำหนักถ่วง ฟิล์มจะได้ไม่งอหรือแกว่งได้ง่าย... นำฟิล์มไปแขวนตากในที่ที่ไม่มี ฝุ่น หรือโดนฝุ่นน้อยที่สุด... รอให้แห้ง... เป็นอันว่าสุดสิ้นภาระอันสำคัญยิ่งของพวกท่านไปแล้วละครับ เพื่อนๆ... ทุกๆท่านที่ได้ล้างฟิล์มกันวันนี้คงจะได้เห็นผลงานชิ้นเอกที่ท่านๆ ได้ผลิตกันมาแล้วนะครับ ในระหว่างรอให้ฟิล์มแห้งนี้ ก็นำสิ่งของต่างๆ ออกจากถุงมืด เก็บเข้าที่ทำความสะอาดกระบอกล้างฟิล์ม แกน ล้อใส่ฟิล์ม และภาชนะต่างๆที่ได้นำออกมาใช้ รวมทั้งบริเวณที่ใช้ทำงาน ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดมาใช้ล้าง เพียงล้างด้วยน้ำให้สะอาดก็พอเพียงแล้ว เพราะภาชนะที่จะใช้ใส่น้ำยา ก็ของใครของมันอยู่แล้ว ไม่มีการปะปนกัน... (เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้คนในบ้าน หากได้นำสิ่งของใดมาใช้ในการทำงาน กับน้ำยาเคมีแล้ว ขอให้เก็บเอาไว้ใช้ ให้เป็นส่วนของห้องมืดไปเลยครับ ซื้อของใหม่มาแทนสำหรับใช้ในครัวต่อไปจะดีกว่า)



อนนี้ก็ไปเตรียมหาซองใส่เนกาตีฟ... (อ๊ะ!ทำไมเมื่อตะกี๊ยังเป็นฟิล์มอยู่เลย ไหงจึงได้กลายมาเป็นเนกาตีฟไปเฉยเลยล่ะ?... ใครทราบวานบอกที!) มารอใส่เนกาตีฟที่กำลังจะแห้งได้แล้วละครับ... หากไม่มี ก็ไปยืมมาจากซองใส่เนกาตีฟสี หรือซองที่ใส่ฟิล์มสไลด์เก่าๆ มาใช้ก่อนก็ได้ ในห้องที่เปิดแอร์... ประมาณครึ่งชั่วโมงก็น่าจะแห้งแล้วละครับ พอเนกาตีฟแห้งดีแล้วก็นำมาตัดออกเป็นท่อน หรือเป็นส่วนๆ ที่เท่าๆ กัน คือ 6 ท่อนโดยให้มี 6 เฟรม ต่อหนึ่งท่อน หากถ่ายมาได้ 36 เฟรม ก็จะได้หกส่วนพอดี 6x6=36... ทีนี้มันจะไม่มีอะไร ที่จะเที่ยงตรงถึงขนาดนั้นเสมอไปได้ สำหรับบางกล้อง บางทีเราก็ถ่ายได้ 37 เฟรม บางทีก็ได้ 38 เฟรม บางทีก็ขึ้นชัตเตอร์ไปได้เรื่อยๆ ไม่ยอมหมดม้วนซักกะที เกิดอะไรขึ้นหว่า...เนี่ยะ? ปกติแล้วเวลาที่เราจะตัดอะไรสักอย่าง เรามักจะตัดจากตันไปหาปลาย หรือหัวไปหาหาง... ทีนี้ถ้าเราตัดเนกาตีฟจากหัว (เฟรมแรก1) ไปท้าย (เฟรมสุดท้าย36) ถ้ามันพอดี 36 เฟรม ก็วิเศษ แต่ถ้ามี 37 เฟรม มันก็จะมีเศษเหลือ 1 เฟรมโด่ๆ หรือถ้าได้ 38เฟรม มันก็จะมีเศษ 2 เฟรมสั้นๆ จะหยิบออกมาใช้ หรือเก็บใส่ซองก็ลำบาก ซ้ำยังดูด้วนๆ อีกด้วย... ดังนั้น เราจึงควรย้อนศรกลับไปตัดที่ท้ายเนกาตีฟขึ้นมา เพราะที่ส่วนหัวของเนกาตีฟ มันจะมีส่วนที่เราไม่ได้ใช้ถ่ายติดมาอยู่ด้วย ซึ่งยาวพอประมาณที่จะช่วยต่อความยาวให้กับเฟรมต้นๆ ที่มันสั้นๆ ได้ครับ... ในกรณีที่เราถ่ายมาเกิน 36... เมื่อเก็บเนกาตีฟใส่ซองเรียบร้อยแล้ว จะนำไปให้ใครอัด-ขยายให้ก็ได้ หรือว่าจะเก็บเอาไว้อัด-ขยายเองในคราวที่ชมรมฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมในการอัดภาพก็ได้ ไม่ว่ากัน... ใครที่พอมีความรู้ในเรื่องของการอัด-ขยาย จะทำล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ หรือว่าจะรอให้ถึงเดือนหน้า แล้วมาทำตามๆ กันไปก็ได้

พรรคพวกที่ยัง ไม่มีห้องมืด ก็คงจะต้องขวนขวายไปเยี่ยมเยียนเพื่อนๆ ที่มีห้องมืด หรือหมั่นไปเยี่ยมเยียนสถาบันเดิม ไปเข้าชมรมถ่ายภาพของที่ทำงาน (ถ้ามีและมีห้องมืด) หรือไม่ก็คงจะต้องไปเช่าเอาแล้วละครับ... นอกจากว่า จะเริ่มทำห้องมืดขึ้นมาหรือไม่ก็นำไปให้คนอื่นช่วยทำต่อให้... หรือบางท่านอาจจะบอกว่าเอาเพียงแค่พอล้างฟิล์มเป็นก็พอแล้ว ... ก็ไม่ว่ากันอยู่แล้วละครับ

ระหว่างนี้ ใครมีคำถามอะไรก็โพสไปที่ www.bwthai.org ได้ครับ คิดว่าคงจะพอที่จะช่วยแนะนำอะไรๆ ให้กันได้ครับ